[รีวิว] ประสบการณ์
เรียนภาษาที่ BECI บาเกียว

เดินทาง-เรียน-เที่ยว แบบช็อตต่อช็อต 
โดย ปิยากร วีระไพฑูรย์ (เบส)
อายุ 23 ปี 
หลักสูตร Speed ESL
ระยะเวลา 12 สัปดาห์
( 30 มิถุนายน – 21 กันยายน 2018 )

ทำไมถึงไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ?

เบสเพิ่งจบจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ไปเรียนเพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่อื่น จริงๆแล้วอยากไปเรียนที่ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์มากกว่า แต่ว่าเพื่อนเคยไปที่นิวซีแลนด์บอกว่าราคาแพงกว่าประมาณ 6 เท่า ตอนแรกอยากไป 2 เดือน แต่รู้สึกว่า เวลา 2 เดือนกับ xxx,xxx บาท มันแพงเกินไป ก็เลยเปลี่ยนแพลนไป Work & Travel ค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท แต่ว่ากว่าเบสจะตัดสินใจ ทางเอเจนซี่เขาก็มีจำนวนใบสมัครมากเพียงพออยู่แล้ว อีกทั้งในตอนนั้นนายจ้างส่วนใหญ่ต้องการจ้างคนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และด้วยทุนจำนวนที่จำกัด เบสตัดสินใจเลือกที่เรียนระหว่างอินเดียและฟิลิปปินส์ อินเดียถูกกว่าฟิลิปปินส์ แต่เรื่องความปลอดภัย เบสคิดว่าฟิลิปปินส์ดีกว่า เพราะว่าเป็นโรงเรียนแบบปิด กิน นอน ในโรงเรียนเสร็จหมด สามารถรู้ว่าเราใช้จ่ายไปเท่าไหร่ เพราะว่าจ่ายทีเดียวเสร็จ ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก ก็เลยคิดว่าเหมาะสมที่สุด

ทำไมถึงเลือกไปเมืองบาเกียว ?

ก่อนหน้านี้ไปฝึกงานที่ระยองรู้สึกว่า เห็นทะเลเบื่อเเล้ว เลยคิดว่าถ้าไปต่างประเทศเลยอยากไปที่อากาศเย็นๆ หน่อย แล้วทางเอเจนซี่บอกว่า ที่บาเกียวมีคนไทยไปน้อย คิดว่าตรงใจเรามากกว่า เลยเลือกที่บาเกียว

ความรู้สึกก่อนเดินทางและหลังเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง ?

ที่บ้านไปคุยกับญาติคนอื่นๆ เขาบอกว่าไปฟิลิปปินส์น่ากลัวนะ มันมีข่าวที่ไม่ค่อยดี ปล้นกันบ่อยๆ เป็นผู้หญิงไปคนเดียวอันตราย ก็เลยรู้สึกกังวลตาม ก่อนไปมีความคิดในแง่ลบไปพอสมควร เพื่อนที่โรงเรียนก็บอกว่า ถ้าไปเดินตลาดต้องระวังดีๆนะ เพราะคนมักจะของหายกัน แต่พอไปจริงๆ เรารู้สึกว่า เราเป็นคนไทย หน้าตาเรากับเขาไม่ต่างกันเลย ฟิลิปปินส์ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เบสเคยขึ้นรถจิปนีย์แล้วหลง เขาก็พามาส่ง พอถามทางเขา เขาก็ใจดีเดินไปส่ง

ที่น่ากลัวที่สุด คือความคิดของเรามากกว่า

การเดินทางจากสนามบินมะนิลามาโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ?

พอถึงสนามบินมะนิลา เบสไปเจอพี่ผู้ชายคนนึงใส่แว่น เขาก็หน้าตาเหมือนในรูป เขายืนรอที่จุดนัดหมาย เขาน่าจะมารอก่อนชั่วโมงนึงได้ เพราะว่าเครื่องมันดีเลย์ เขาพาขึ้นรถแท็กซี่ไปส่งที่ท่ารถบัส รถบัสดี ไม่เคยเห็นรถบัสที่ไหนดีขนาดนี้มาก่อน (หัวเราะ) แต่ระหว่างทางที่ไป สภาพบ้านเมืองเขาก็เหมือนที่เรา search ในอินเตอร์เนต เขาไม่ค่อยทาสี ดูโทรมๆหน่อย รวมๆแล้วไม่ได้ต่างจากไทยมากเท่าไหร่ คนเขาเยอะมากกว่า การจราจรติดขัดมากกว่า

เนื่องจากไม่ได้เดินทางกับรถบัสสมาคมนักเรียน (BESA) แต่เดินทางคนเดียวรู้สึกอย่างไรบ้าง ?

เจ้าหน้าที่เขาดีนะคะ เขารอดูแลจนเราขึ้นรถบัส ระหว่างที่รอประมาณชั่วโมงหรือสองชั่วโมง เบสพยายามที่จะคุยกับเขา แต่เขาไม่คุยด้วยเท่าไหร่ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าเขาฟังหนูไม่รู้เรื่อง หรือว่าเขาไม่อยากคุยก็ไม่รู้ (เศร้า)

รถบัสดีมาก มีเข็มขัดคาดให้ดีมากเลย แต่ว่าระหว่างทางที่ไปเมืองบาเกียวเป็นภูเขา รถบัสก็ค่อนข้างเร้าใจ (หัวเราะ) Oh my God แซงทุกโค้ง แต่เขาขับชำนาญมากๆ ถึงแม้ว่าจะหวาดเสียวนิดนึง แต่ก็มั่นใจเพราะทำประกันชีวิตไป (หัวเราะ)

พอไปถึงสถานีบาเกียวแล้ว ต้องยืนรอแป๊บนึง ก็ไม่รู้ว่าตรงนั้นคือตรงไหน มืดๆ หน่อย ฝนก็ตก แล้วคนที่ลงจากรถบัสแป๊บเดียวหายกันไปหมดเลย แต่ว่ามี Line เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนชื่อ Ailene เขาคอยตอบข้อความอยู่ตลอด รออยู่ประมาณ 5 นาที ไปคนเดียวก็กลัวนิดนึง เพราะมืดแล้ว สถานีรถบัสอยู่เยื้องๆกับมหาวิทลัยที่นู่น ถ้าเราคุ้นเคยมันก็ไม่น่ากลัวแต่ไปครั้งแรกก็กลัวนิดนึงค่ะ

ไปถึงโรงเรียนแล้วเป็นยังไงบ้าง ?

ไปถึงโรงเรียนก็ได้รับกุญแจ เจอเพื่อนตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียน น่ารักมากเลย ถามเราว่าชื่ออะไร มาจากไหน ทักทายยิ้มแย้ม ดูเหมือนนางฟ้า (หัวเราะ) แต่พอเข้าไปในห้องพัก ที่อยู่คือ 6 คนใช่ไหมคะ รู้สึกว่าทำไมมันแคบอย่างนี้เนี่ย (หัวเราะ) แต่ก็ค่อนข้างคล้ายหอพักที่มหาลัยเหมือนกัน แล้วรูมเมทเขาก็พาไปแนะนำ รหัสอินเตอร์เนต ถามเราว่ากินอะไรมารึยัง เขาพยายามที่จะคุยกับเรา เราพอฟังรู้เรื่องแต่พูดไม่ค่อยได้ค่ะ

ได้รูมเมทเป็นชาติอะไรบ้าง รู้สึกว่าอยู่ลำบากไหมมีเพื่อนร่วมห้องอีก 5 คน?

เวียดนาม 1 คน ญี่ปุ่น 3 คน แล้วก็ไต้หวัน 1 คนค่ะ ตอนแรกเราก็พยายามดูว่าเขานอนกันประมาณกี่โมง ตื่นกันประมาณกี่โมง แล้วก็ปรับตัวให้เข้ากับห้องนั้น แต่รู้สึกดีตรงที่ว่า ค่อนข้างเหมือนเวลาที่เราอยู่ไทย คือนอนประมาณเที่ยงคืน ตื่นเจ็ดโมงเช้า เราจะไม่พยายามตื่นเร็วกว่านั้น เพราะเข้าห้องน้ำเร็วก็จะเสียงดังรบกวนคนอื่น อย่างตอนเช้าในห้องจะไม่อาบน้ำกัน เขาก็อาบกันแค่ตอนกลางคืน ถามเขาว่าอาบกันวันละกี่รอบ เราก็พยายามทำตาม ตอนเช้าคิดว่าเอาเวลาไปนอนดีกว่า ถ้าเราอาบก็เสียงดังรบกวนคนอื่นด้วย แล้วก็หนาวด้วย (หัวเราะ) ตอนเช้าต้องเร่งรีบนิดนึง เอาแก้วไปรอง แล้วก็แปรงฟันพร้อมๆกันได้ ไม่มีปัญหานะคะ

ช่วงแรกๆ ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ใช้ภาษาท่าทาง แต่พี่คนไทยเขาแนะนำว่า ถ้าเราใช้แต่ภาษากายจะทำให้เหมือนหยุดคิดแล้วคนอื่นจะขำเรา ตอนหลังก็พยายามคิดให้มากขึ้น นอกจากการทำท่าค่ะ

เรียน 12 สัปดาห์ ภาษาอังกฤษพัฒนายังไงบ้าง ?

รู้สึกว่าได้คำศัพท์เยอะขึ้น ก่อนเรียนเหมือนรู้แค่นิดเดียวเอง แล้วก็ไม่รู้ว่า tense แต่ละอันใช้ยังไง เพื่อนก็พยายามสอน แล้วก็ถามครู รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นปัญหายังทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร คือเรื่องการออกเสียง เหมือนเราเคยชินที่เราเรียนมาที่ไทย พอเราเผลอพูดมันก็เหมือนเดิม เราต้องตั้งใจเเละโฟกัสที่จะพูด จะดีกว่านี้ถ้าอินเตอร์เนตที่โรงเรียนดีกว่านี้นิดนึง (หัวเราะ) เพราะพยายามจะฟังให้มากขึ้น พยายามเลียนแบบแต่อินเตอร์เนตก็ช้า ก็เลยมาใช้ตอนเช้าเพราะอินเตอร์เนตดี ก็มานั่งเล่นตอนเช้า แต่ผลการสอบ Pronunciation ก็อยู่ระดับคะแนนเท่าเดิมถึงแม้ว่ารู้สึกว่าพยายามกับตรงนี้แล้ว

คิดว่าโดยรวมกล้าที่จะพูดและสนุกกับภาษาอังกฤษมากขึ้น

บางทีเราไม่จำเป็นต้องพูดถูกเป๊ะทุกคำ แต่ว่าเพื่อนก็สามารถเข้าใจได้โดยการที่เราค่อยๆ พยายามอธิบาย หรือว่าเราพูดไปแล้วเขาไม่เข้าใจ เราก็พยายามหาคำอื่นๆ หรือบางทีเรียนไปเราก็เริ่มเบื่อ เพราะเราท่องมาอยู่แค่ไม่กี่อัน แล้วก็พูดแต่คำศัพท์ซ้ำๆเดิมๆ ทางเพื่อนกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล เลยแนะนำให้เราดูหนังให้มากขึ้น แล้วพยายามหาคำศัพท์คำหนึ่งที่มีความหมายเหมือนกับอีกคำหนึ่ง (Synonym) เราก็ไม่ได้ใช้คำเดิมๆแล้ว

ครูที่สอนเป็นยังไงบ้าง ?

รู้สึกว่าครูที่สอนสนุก คือครูที่เป็นรุ่นเดียวกัน จะสนุกมากกว่า ตอนแรกชอบวิชาการเขียน เพราะครูขี้เล่น เลยอยากเขียนไดอารี่ทุกวัน แต่ก็รู้สึกว่าเรามาที่นี่เพื่อที่จะโฟกัสการฟังกับการพูด แต่ก็ใช้เวลาไปกับการเขียนเยอะมากเลย แต่มันก็ทำให้เราได้เรียบเรียงตอนที่เราจะพูดว่าต้องพูดว่าอะไร เพราะว่าเราจะต้อง search เวลาเราเขียนการบ้าน ครูเขาจะมีคำถามเวลาที่เราพูดกับเขาเลยทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะเล่าให้เขาฟังต่อไปเรื่อยๆ

ครูบางคนดูใส่ใจมากๆ เลยค่ะ  แต่บางคนก็ไม่เท่าไหร่ เขาก็พยายามจะพูดอธิบาย หรือใช้การวาดรูปเพื่ออธิบายให้เราเข้าใจค่ะ

วิชาไหนที่เราไม่ชอบที่สุด ?

Idioms ค่ะ รู้สึกว่าตอนแรกมันก็ดีที่เหมือนเราได้เรียนรู้คำศัพท์ แต่ว่าตอนหลังมันเยอะเกินไป หนังสือจะมีคำมาแล้วให้เราทายว่าความหมายมันคืออะไร พยายามแต่งประโยค รู้สึกว่ามันเหมือนเดิมทุกวัน ก็เลยเบื่อ แล้วคำศัพท์มันเยอะ จนไม่รู้จะเอาไปใช้หรือจัดการยังไงดีค่ะ

เคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่อื่นมาก่อนไหมที่ไม่ใช่ในโรงเรียน ?

ตอนเรียนมัธยมเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาค่ะ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนที่ศูนย์ภาษาของธรรมศาสตร์

การเรียนที่ไทยกับที่ฟิลิปปินส์ต่างกันตรงที่ เรียนที่ไทยเขาไม่ใส่ใจเรื่องการออกเสียงเลย แล้วเราก็ออกเสียงที่เราเคยเรียนมา พอมาที่บาเกียวทุกคนก็งงว่าเราพูดอะไร ก็ต้องมาคอยดูว่าตัวนี้ออกเสียงแบบนี้ๆ อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของเราเองด้วยว่า สำเนียงกับการออกเสียงคือเรื่องเดียวกัน แต่ปรากฎว่ามันคนละเรื่อง เป็นความรู้ใหม่เลยก็ต้องพยายามค่ะ

การเรียนตัวต่อตัว ครูที่นี่เขาให้ความเป็นกันเอง ทำให้กล้าที่จะคุย กล้าที่จะถาม กล้าที่จะแลกเปลี่ยนว่าประเทศเราเป็นยังไง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากเขา

เพราะครูเขาก็เรียนรู้วัฒนธรรมจากเด็กประเทศอื่นด้วย ไม่ได้เรียนแค่ภาษาอย่างเดียว เราก็ชอบชวนคุยเรื่องการเมือง การปกครอง ศาสนา สิ่งที่คนเขาไม่ชอบคุยกัน  (หัวเราะ)

อาหารที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ?

สำหรับหนู หนูคิดว่าโอเคเลย แต่เด็กที่โรงเรียนเขาไม่ค่อยชอบกัน เหมือนว่าบางประเทศกินแล้วท้องเสีย แต่คนไทยไม่ค่อยมีปัญหานะคะ ดูแข็งแกร่ง (หัวเราะ) เพื่อนคนไทยบางคนเขาก็ไม่ชอบ แต่ว่าหนูน้ำหนักขึ้น พอช่วงใกล้ๆจะกลับก็คิดถึงอาหารไทย อยากกินอาหารไทย ถือว่า รวมๆก็ดีค่ะ

เจ้าหน้าที่ต่างชาติที่ดูแลนักเรียนไทยเป็นยังไง ?

เขาก็ดูแลดีนะคะ สมมุติว่าอยากดูหนังแต่อินเตอร์เนตไม่ดีเลย ช่วงวันหยุด หรือช่วงหยุดยาว เขาก็บอกว่า เขามีหนังสามารถมาโหลดกับเขาได้ทุกอาทิตย์ แล้วเขาก็ให้คำแนะนำว่า คนที่นี่สามารถพูดได้ เพราะพยายามใช้ในชีวิตประจำวัน เขาเป็นเหมือนครูคนนึงเลย ช่วยเหลือดีค่ะ

ปัญหาเรื่องน้ำไม่ไหล ไฟดับ กระทบกับการใช้ชีวิตในโรงเรียนไหม ?

ไฟดับ (เฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ครั้ง) แต่โรงเรียนจะมีป้ายประกาศแจ้งเตือนก่อนค่ะ แต่บางทีเราวางแผนจะทำนั่นทำนี่ พอไม่มีอินเตอร์เนต ก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ จึงเซ็งนิดนึง แต่ว่ามันก็สนุกไปอีกแบบ เบสได้นั่งคุยเล่นกับเพื่อน เอาไฟมาเปิดหนึ่งดวง ก็พยายามปรับตัวว่ารูมเมทเราก็มีไฟ เอาไฟฉายมาเปิดก็ยังสามารถทำงานได้อยู่ค่ะ ช่วงที่ไปไต้ฝุ่นมังคุดเข้าก็เซ็งนิดนึงตรงที่วันหยุดอยากออกไปเที่ยวข้างนอกแต่ไปไม่ได้ เพราะว่าฝนตกแรงมาก ไฟก็ดับเราก็เลยแกร่วๆ อยู่ในโรงเรียน เพราะว่าเป็นอาทิตย์สุดท้ายซึ่งวางแผนว่าจะไปปีนเขากัน ก็เลยเซ็งนิดนึงค่ะ  (หัวเราะ)

เวลาน้ำไม่ไหลส่วนใหญ่ที่เป็นหอพักมีประมาณ 5 ชั้น ชั้นบนเป็นที่นั่งเล่น และสี่ชั้นที่เหลือเป็นห้องนอน ส่วนใหญ่น้ำจะไม่ไหลบ่อยๆที่ชั้น 5 (เล้าจน์) กับชั้น 4 ที่เป็นหอพัก ส่วนชั้นอื่นๆ น้ำไหลปกติค่ะ ก็ไปขอเข้าห้องเพื่อน หรือว่าเพื่อนมาเข้าห้องเราได้ค่ะ

คะแนนเต็ม 10 ให้เท่าไหร่กับการไปเรียนที่สถาบัน BECI ?

ให้ 6 หรือ 7 ค่ะ คิดว่าการบริหารจัดการเขายังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เช่นเรื่อง อาหาร เขาจะมีเมนูพิเศษของเขา วันนึงจะมีเมนูพิเศษอันนึง เวลาเราอยากเติม เขาก็ดูเหมือนไม่ค่อยอยากให้เราเติม อาจจะเป็นเพราะเขากลัวว่าคนอื่นจะได้กินไม่ครบ แต่หนูคิดว่าเขาควรจะทำเพิ่มมากกว่า เพราะมันไม่พอกับจำนวนนักเรียน  ถ้าเรากินไม่อิ่มมากพอ ตอนดึกเวลาเราอ่านหนึงสือ ก็จะหิวแล้วต้องซื้อของที่โรงเรียนมันก็แพงมากๆเลย จะซื้อมาไว้ก่อนมันก็ไม่ดีอีก เพราะกินตอนกลางคืน ก็เลยคิดว่าควรจะกินให้อิ่มทีเดียว จ่ายเงินไปตั้งเยอะก็ต้องกินให้คุ้ม (หัวเราะ) เพราะบางคนที่มาทีหลังก็ต้องรอกับข้าวยังทำไม่เสร็จ ก็เข้าใจเขาว่าเขาอาจจะกลัวขาดทุนหรือเสียของถ้าเหลือเยอะค่ะ

แล้วก็มีปัญหาเรื่องอินเตอร์เนตค่ะ พอถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าเพราะว่า ที่เป็นภูเขาก็เลยช้า แต่ว่าพอไปคุยกับเพื่อนที่เป็นคนเกาหลี เขาบอกว่าไปบอกเจ้าของโรงเรียน แล้วเจ้าของโรงเรียนบอกว่า คุณมาเรียน คุณไม่ได้มาเที่ยว มาเล่น แต่คิดว่าเป็นเพราะสภาพภูเขาก็เลยทำให้อินเตอร์เนตช้า แต่ว่าเรื่องเพื่อน หรือว่าเรื่องครูดีมากๆ ค่ะ

บรรยากาศโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ?

รู้สึกว่าสวยเหมือนรีสอร์ทเลยค่ะ เหมือนในภาพที่โฆษณาจริงๆ ที่เป็นห้องอ่านหนังสือ (เล้าจน์) เข้าไปครั้งแรกแบบว้าว แล้วก็เห็นพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ลง บางครั้งก็รู้สึกรักแสงแดดที่เมืองไทย บางครั้งผ้าไม่แห้ง ฝนตกอีกแล้ว บางทีก็รู้สึกเย็นสบายดี บางทีก็รู้สึกหนาว แต่คนประเทศอื่นเขาไม่หนาวกันเลย เขาแบบเนี่ย หน้าร้อนบ้านเขา แต่ก็มีเพื่อนคนไทยเขาก็เอาพัดลมมาเปิด ความรู้สึกเราแบบนี่เรามาจากประเทศเดียวกันรึเปล่าเนี่ย (หัวเราะ) รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆดี แต่ก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดว่าเราได้รับแสงแดด จะทำให้เราสดชื่นมากกว่าที่เราไม่ได้รับแดด

เคยออกมานั่งเรียนนอกห้องเรียนบ้างไหม ?

เคยค่ะ 2 ครั้งคิดว่า ถ้าเป็นวิชาที่ฝึกการพูด หรือว่าเล่มเกม ออกมาเรียนข้างนอกดีกว่า แต่ถ้าเรียนเรื่องการเขียน เรียนข้างในห้องดีกว่าค่ะ

เสาร์ อาทิตย์ ทำอะไรบ้าง ?

อาทิตย์แรกไป เขาเรียกว่า แคมป์จอห์นเฮย์ เป็นที่เที่ยวในฝัน มันมีต้นไม้สีเขียว มีภูเขาเดิน มี Zip Line ไม่เคยเล่นที่ไทยเลย ไปกับเพื่อนคนไทยและคนไต้หวัน เพื่อนคนไทยบอกว่า ราคานี้ที่ไทยเล่นไม่ได้นะ ตอนแรกก็กลัว แต่ก็ลองดูซะหน่อย มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด วิวเขาก็สวย ถ้าเทียบกับที่ไทยก็คงคล้ายๆกัน แต่คิดว่าที่บาเกียวน่าจะอุดมสมบูรณ์มากกว่า แล้วก็ไปกินสตาร์บัค ส่วนตัวคิดว่ารสชาดก็เฉยๆ แพงเชียว แต่เพื่อนก็บอกว่า เบส ราคานี้กินไม่ได้ที่ไทยนะ (หัวเราะ) ก็เลยต้องลองซะหน่อย แล้วก็ไปกินอาหารฟิลิปปินส์ อาหารเขาก็มีใส่มะนาวแล้วก็กินกับชามะนาว ถ้าถามครู ครูบอกว่าคนที่นั่นเขากินรสหวาน แต่หนูรู้สึกว่าเจอแต่อะไรเปรี้ยวๆ

พออาทิตย์ที่สองก็ไปกับโรงเรียนเป็น Hundred Island หนูก็ไม่เคยเที่ยวแบบนี้ ก็ไป รู้สึกว่าต้องควรพกยาแก้เมาเรือ เมารถ เขาก็มีให้กระโดดลงทะเลน้ำลึกๆ แต่เราใส่ชูชีพ แล้วก็มี Zip Line จากเกาะนึงไปอีกเกาะนึง วิวสวยมาก แล้วก็จะมี snokring ลงไปดูปลา กลุ่มที่หนูลงเป็นกลุ่มสุดท้าย น้ำก็เลยขุ่นๆ หน่อย แล้วก็กินอาหารทะเล ครูเขาไปทำให้ แต่กินได้นิดเดียวเพราะเมาคลื่น สนุกดีค่ะ เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้ตอนอยู่ที่ไทย

 

แล้วก็ไปเที่ยวที่เป็นตลาดในเมืองของเขา โดยรวมก็คล้ายๆ กับไทย แต่มีถนนเส้นนึงตึกสวยมาก แต่แปลกใจมากเลย ประเทศเขามีคนไปเดินเที่ยวตลาดกับสวนสาธารณะเยอะมากๆ ไปกับเพื่อนคนจีนบอกว่าคนเยอะมากๆเลย รถติด เพื่อนคนจีนบอกว่า มันไม่ใช่คนเยอะ แล้วก็ไม่ใช่รถติดนะ อาจจะเพราะว่าคนประเทศเขาเยอะ

หนูไปเที่ยวใกล้ๆ โรงเรียนเพราะว่าเมารถไปแล้วก็เลยไม่ค่อยอยากไปไกล แล้วก็อยู่ต่ออีกเดือนนึงเลยไม่ค่อยอยากใช้เงินเยอะเท่าไหร่ค่ะ ก็ไปที่เป็นบาเกียวฟาร์ม ตามเพื่อนไปค่ะ เดินไปจากโรงเรียนแป๊บเดียวก็ถึง พอไปถึงมีม้าอยู่ตัวเดียว (หัวเราะ) ไปกินโยเกิร์ตเขาก็อร่อยดี

แล้วก็ไปกรีนแวลลีย์ เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ รู้สึกว่าบ้านข้างบนแถวนั้นดูสวยกว่า คนเขาก็ไปเดินเล่นกัน ไปสวนสาธารณะที่ใกล้ๆ SM Mall แล้วก็ไปโบสถ์ค่ะ เวลาไปข้างนอกได้ฝึกภาษามากขึ้นนะคะ เพราะว่าครูกับเพื่อนๆในโรงเรียนจะพูดช้า แต่ว่าคนข้างนอกจะพูดเร็ว แล้วก็รู้เลยว่าปัญหาการออกเสียงทำให้เราหลงทาง เพราะเข้าใจผิดว่าเราจะไปอีกที่นึง แต่รถจิ๊ปนีย์เขาก็ใจดีย้อนรถมาส่ง แล้วก็มีคนเดินมาส่ง หลังจากนั้นวันนึงก็ไปกันอีก พูดเหมือนเดิมกันอีก รถจิ๊ปนีย์เขาก็เข้าใจเหมือนเดิมอีกก็ไปส่งผิดที่อีก แต่ก็เริ่มรู้แล้วว่าเราต้องดูที่ป้ายข้างรถด้วยนะ ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดี ไม่ได้น่ากลัว เพราะว่าเขาใจดีกว่าที่เราคิด เหมือนเราคิดลบตอนแรก (หัวเราะ)

การเดินทางจากโรงเรียนไปในเมืองบาเกียวสะดวกสบายไหม ?

มันแล้วแต่ดวงค่ะ ถ้าเกิดว่าเราดวงดี เราก็จะได้เลย ถ้าเราดวงไม่ดี เราก็จะไปเจอคนที่เขาไปกันเยอะๆ ต้องต่อคิว มันก็จะนาน แต่ว่าคนจะเริ่มเรียนรู้ว่าถ้ารอหน้าโรงเรียนตอนคนเยอะๆ เราก็จะไม่ได้ไป ก็ต้องเดินเลยออกไปจากหน้าโรงเรียนก่อน ตรงนั้นรถจะผ่านเยอะกว่าค่ะ

ประทับใจอะไรใน BECI ที่สุด ?

ประทับใจพิธีจบค่ะ แต่ละคนก็จะมาพูด Speech ของเขาเหมือนเขาก็เป็นครูให้เราเหมือนกัน แนะนำว่าเราควรที่จะอยู่ที่นี่ยังไง เล่าประสบการณ์ว่าเราควรจะทำอะไรที่นี่บ้าง เพราะเวลาที่นี่มันสั้นนะ ช่วงแรกๆ ก็ร้องไห้ทุกอาทิตย์เลย เพื่อนจบอีกแล้ว อ่อ อีกอย่างประทับใจที่มีการเขียนจดหมายให้กันตอนก่อนกลับ เพราะบางทีเราไม่มีโอกาสได้พูด หรือพูดไม่ค่อยเก่ง หรือไม่ได้พูดความรู้สึกเราออกไป เราก็ใช้การเขียน ส่วนใหญ่เขาก็จะล้างรูปใบเล็กๆ ให้กันค่ะ อ่านไปก็น้ำตาไหล (หัวเราะ)

มีอะไรอยากฝากถึงคนที่กำลังจะไปเรียนที่บาเกียวบ้าง ?

อันดับแรกก็ควรที่จะเตรียมใจ เพราะเหมือนเราไปเรียนรู้วัฒนธรรมของคนแต่ละชาติ บางครั้ง ในบางเรื่องเราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเรา แต่มันอาจไม่ใช่สำหรับคนอื่น เช่น เขาถามว่า คุณอยากแต่งงานรึเปล่า เราก็บอกว่าไม่หรอก คนเดี๋ยวนี้ก็อยู่กันเป็นโสด เพื่อนคนจีนก็บอกว่า ความคิดของคุณแย่มากๆ ตอนแรกเราก็ตกใจว่าทำไมเขาพูดกับเราแบบนี้ แต่ก็มาเข้าใจว่า คนจีนเรื่องครอบครัวเขาเป็นเรื่องสำคัญ หรือการที่เพื่อนชาวญี่ปุ่น พูดว่า ” selfish” กับเพื่อนคนไทยอีกคน ตอนนั้นเบสก็ตกใจนะคะ เพราะว่าเป็นคำเชิงลบ แต่พอคุยกับเขาเพิ่มเติม เขาก็อธิบายว่า ที่ประเทศเขาพึ่งพาตัวเองกันอยู่แล้ว การใช้คำนี้เป็นเรื่องที่ปกติ หรือ คนญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรม โนสนโนแคร์ เรื่องถอดชุดหรือแต่งตัวต่อหน้าเพศเดียวกัน ไม่ได้มีแค่ในการ์ตูนที่ลงไปแช่ออนเซนอย่างเดียว ในตอนแรกก็ตกใจค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียมอีกคือทิชชู่ เพราะว่ามีเพื่อนคนไทยเขามาจากอีกเอเจนซี่นึง เขาไม่รู้ แต่หนูอ่านจากรีวิวหนูก็รู้แล้ว เพราะว่าต้องใช้เยอะอยู่ เพื่อนคนนึงที่มาจากเอเจนซี่นึงบอกว่าให้เตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยเวลาไปเที่ยวทะเล แต่หนูคิดว่าใส่ชุดอะไรลงก็ได้ แล้วก็ยาแก้เมารถที่ต้องเตรียม เพราะว่าอาจเมารถได้ (หัวเราะ)

รองเท้าที่จะใส่อยู่ในบ้าน ถ้าเรียน Semi Sparta จะไม่ค่อยได้เรียนเกี่ยวกับแกรมม่า ก็อาจจะต้องเตรียมหนังสือแกรมม่าพกไปด้วยก็ดี กระบอกน้ำ ร่ม (หาเแข็งๆ หน่อย) เขียนชื่อด้วยก็ดี เพราะคนอื่นก็อาจจะหยิบไปค่ะ บัตรกดเงินเสียค่าธรรมเนียมค่อนข้างเยอะ ถ้าพกเงินดอลล่าไปแลกก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม อาจจะเป็นอีกตัวเลือกนึงสำหรับคนที่ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม แต่ต้องระวังเงินหาย 

ก็อาจจะต้องมีการเตรียมภาษาไปบ้าง ไม่ใช่ไปรอเจอที่นู่นเลย มันอาจจะช่วยพัฒนาภาษาพอไปถึงที่นู่นได้มากขึ้นหากเรามีการเตรียมตัวไปบ้างค่ะ

ทำไมถึงเลือกก้อปันกัน ?

เพราะมีความชัดเจน และรายละเอียดหน้าเว็บไซด์อธิบายละเอียดอยู่ค่ะ ตอนแรกที่บ้านยังไม่ค่อยอยากจะให้ไป

ชอบน่าจะเป็นคำโปรยของก้อปันกัน (หัวเราะ) ที่เป็นวิสัยทัศน์ ที่รู้สึกว่าเพื่อคนรุ่นใหม่ไปเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม เข้าใจโลก คำว่าอะไรสักอย่าง ก็เลยรู้สึกว่า เราไม่ได้ไปแค่เรียนภาษาแต่ไปเพื่อจะไปอยู่ร่วมกันปรับตัว เข้าใจเขา เข้าใจเรา เจ้าหน้าที่ที่โรงเรียนก็ชมนะคะว่าเอเจนซี่นี้ดี มาดูสถานที่โรงเรียนด้วยตัวเอง แล้วก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่บริหารงานดี ทำงานเป็นค่ะ

การไปฟิลิปปินส์ครั้งนี้สอนอะไรเราบ้าง ?

ทำให้เรากล้าที่จะทำอะไรมากขึ้น ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าเราต้องการอะไร ทบทวนความคิดของตัวเอง เพราะอยู่คนเดียวมากขึ้น ทุกวันก็จะต้องมาเล่าความรู้สึกของตัวเองให้เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เป็นรูมเมทฟัง เขาก็คอยช่วยเหลือแล้วก็พยายามเข้าใจเรา ที่เปลี่ยนเราอีกอย่างคือ มันไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความคิดของเรา ถ้าเราศึกษามาดีแล้วก็มั่นใจ ไม่ต้องไปกลัวอะไรขนาดนั้น เราก็ต้องเปิดใจด้วย อย่าปิดกั้นว่ามันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยรวมเพื่อนแต่ละประเทศค่อนข้างดีนะคะ เราพยายามที่จะเข้าใจแต่ละประเทศ เพื่อนแต่ละคนเป็นแรงบันดาลใจ คือ เขาทำงานหนักเพื่อที่จะเก็บเงินมาเพื่อพัฒนาตัวเอง ส่วนใหญ่ก็จะไปต่อที่ออสเตรเลีย ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เรามา ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด บางทีเราคิดว่าเขารวย ทุกอย่างดูง่ายไปหมดสำหรับเขา แต่จริงๆ แล้วเขาต้องพยายามทำงานอย่างหนักด้วยตัวของเขาเอง ไม่ได้มานั่งรอโชคชะตา ก็เห็นว่าเขามีความตั้งใจและความมุ่งมั่น เพราะบางครั้งเราอาจจะเห็นว่าคนนั้นชีวิตดี๊ดี ทำไมเราไม่เป็นอย่างเขาบ้างนะ แต่กว่าที่เขาจะไปถึงขั้นนั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง เหมือนว่าทำให้เรากล้าที่จะฝันมากขึ้นมั๊งคะ บางทีเราก็รู้สึกว่า เราทำไม่ได้หรอก แต่พอเห็นแล้วเราก็รู้สึกว่าเรายังไม่ได้ลองทำเลย ถ้าตัดสินใจไม่ไป คงเสียดายมากๆ ค่ะ

Photo Credits : ปิยากร วีระไพฑูรย์ (เบส)

# เรียนภาษาที่ BECI บาเกียว