เรียน EV สัปดาห์ 2

เริ่มเป็นเดือดเป็นร้อนในการเรียนน้อยลง (เพราะโดดท่องศัพท์และคาบเช้าในบางวัน – กันต์ ฉันขอโทษ55) ปรับตัวปรับใจกับอาหารเกาหลี (ที่คนเกาหลีกินแล้วบอกว่าเฟค) เซ็ตชีวิตเข้ากับตารางเรียนและกฎระเบียบได้ เราก็เริ่มไม่หงุดหงิดและโฟกัสกับการเรียนได้มากขึ้น

สัปดาห์นี้มีคนเกาหลีเข้ามาเรียนในห้อง 2 คน ซึ่งว่าด้วยทักษะในทุกๆด้านดูเหนือกว่าเราเห็นๆ แต่ยกเว้นเรื่องการพูดที่ทุกคำเหมือนเขาต้องแปลเกาหลีในหัวออกมาเป็นภาษาอังกฤษอีกทีนึง ซึ่งพอเรียนด้วยกันไปห้าวัน ก็เห็นพัฒนาการแบบชัดเจนมากๆ คือไม่ได้โผล่มาอีกทีพูดน้ำไหลไฟดับ แต่เขาผ่อนคลายกับการสื่อสารมากขึ้น อันไหนนึกศัพท์ไม่ออกก็ขอเปิดดิค ใช้อวัจนภาษาช่วย ไม่ใช้เงียบๆ ปล่อยๆ มันผ่านๆไป แบบในตอนแรก อันเป็นผลของการเอาตัวเองกระโจนมาอยู่ในโลกภาษาอังกฤษโดยแท้

ไม่รู้เกี่ยวเปล่านะ แต่ตอนที่เรียนภาษาที่ออส เนื้อหา 90% คือเรื่องวัฒนธรรม เพราะเหมือนคอนเซปต์ของโรงเรียนมันคือการมาเรียนภาษาและเมคเฟรนด์กับเพื่อนจากทั่วโลกที่ไม่ได้มีอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่ที่นี่มันจะมีความตัวใครตัวมันกว่านั้น วัฒนธรรมเป็นเรื่องรองแน่ๆ เพราะเกาหลีเป็นศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งมันก็สอดคล้องกับเนื้อหาในบทเรียนที่เน้นเรื่องความฉลาด ความพยายาม ความสำเร็จ ซึ่งครูก็ชอบเชียร์อัปเราจั๊งง คุณเก่ง คุณทำดีอย่างโน้นอย่างนี้ เรียนเรื่องจีเนียสก็อุตส่าห์วกกลับมาชมเรา ว่าคุณเป็นนักเขียนการ์ตูนได้ก็เพราะว่าคุณเป็นจีเนียสใช่ไหม โถ่ ทำไมไม่มั่นใจในตัวเองแบบนั้นล่ะ แต่ก็เป็นคำชมเหล่านี้แล ที่ช่วยส่งเสริมความมั่นใจได้มาก

ส่วนที่เป็นพัฒนาการจริงๆ สำหรับเรากลับมาจากนอกห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ เพราะเราขอสัมภาษณ์เพื่อน 3 คน และครูไปหนึ่ง รวมๆ ประมาณสองชั่วโมงกว่ามาเขียนงาน ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษเอาไปใช้ทำงานเป็นครั้งแรก (จริงๆเคยทำครั้งนึงแล้วที่ออส แต่ต้องให้ดีนมาช่วยแปลให้จากซิดนีย์ – ยังไม่ได้คืนค่าตั๋วเลยนี่หว่า!)

การต้องมาคิดคำถาม จับประเด็น ตั้งข้อสังเกตเป็นภาษาอังกฤษไปใช้ทำงานจริงเป็นเรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำได้ (เพื่อนก็คงเหวอพอกันที่เรามาให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษแบบเป็นเรื่องเป็นราวได้) ซึ่งความเห็นของเพื่อนก็เปิดโลกเรามากๆๆ เป็นมุมมองที่คนจากประเทศโลกที่ 3 อย่างเรายากจะคิดได้ และเป็นประโยชน์ต่องานที่จะวาดมากๆ ตัดสินใจถูกสุดๆ บังเกิดความรู้สึกอิ่มข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกในชีวิต

เราพบว่าการที่คลังคำในหัวเรามีจำกัด ทำให้เราต้องออกแบบให้การสื่อสารกับคนอื่นๆ ให้ง่ายที่สุด ตรงประเด็นที่สุด ซึ่งมันตีกลับมาช่วยเราในด้านการสื่อสารภาษาไทยอีกที (ที่ปกติแล้วเป็นคนคิดฟุ่มเฟือย)

ไอ้ทักษะนี้เราต้องพยายามฝึกฝนในวิชาพรีเซนเทชั่น ซึ่งทุกคนจะได้ประเด็นเอาไปคิดและนำเสนอเพื่อนหน้าชั้นประมาณ 5 นาที ก่อนที่ครูจะชงให้เรามาถกกัน เหมือนห้องเรียนด้านวัฒนธรรมเอเชีย

ทุกครั้งที่โยนตัวเองเข้าไปในพื้นที่แบบนั้น เราจะรู้สึกถึงความหลากหลายของคนบนโลก และยิ่งที่เป็นอย่างนั้น ก็ยิ่งอยากจะฟังคนอื่นๆ ด้วยใจเปิดกว้างขึ้น

และเราก็พบว่าที่เราอยากเรียนภาษาอังกฤษก็เพราะอย่างนี้นี่หว่า เราไม่ได้อยากได้คะแนนเอาไปเพิ่มเงินเดือน สื่อสารกับใครได้เก่ง เท่ากับที่เราอยากฟังเสียงของโลก…

 

Many thanks, all of you guys.
The crazy classmates and teachers, also the C market!
See you again somewhere in the world!