โตน

สถาบัน : University of Washington [Downtown Campus]

หลักสูตร : [IELP] Intensive English Program

ระยะเวลา : มีนาคม 2017 – ปัจจุบัน

ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่อเมริกา ?

เพราะว่าที่อเมริกา เขามีความหลากหลายในสังคม ที่นี่มีความผสมผสานในเรื่องผู้คนกันอยู่เยอะ ทั้งคนเอเชียและฝรั่ง คนที่นี่พวกเขาค่อนข้างเปิดกว้างเลยคิดว่าน่าจะเข้ากับอเมริกาได้ง่าย ผมเลยเลือกมาที่อเมริกาครับ

ทำไมต้องเป็นที่ University of Washington ?

เพราะว่าพี่กันต์ครับ (เจ้าของก้อปันกัน) ตอนแรกโตนดูเป็น Community College ไว้จนมาเจอก้อปันกัน แต่โตนคิดว่า โตนอยากเรียนระดับปริญญาโทต่อด้วย เลยตัดสินใจเรียนในมหาวิทยาลัยดีกว่า เห็นว่าก้อปันกันมี University of Washington เป็นพาร์ทเนอร์อยู่ก็เลยสมัครเข้ามาครับ

ก่อนมาเรียนที่อเมริกา พื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นยังไงบ้าง ?

เรียกว่าไม่รู้เรื่องเลยครับ ตอนแรกที่ไปอเมริกา คุยกับเพื่อนในห้องเขาก็ฟังเราไม่เข้าใจ ฟังสำเนียงเราไม่ออก ก่อนมาก็สอบโทอิคได้ 550 คะแนน พอดีว่าตอนปิดเทอมคราวที่แล้วช่วง Summer ได้กลับไปไทยประมาณ 2 สัปดาห์เลยลองไปสอบอีกรอบนึง ปรากฏว่าคะแนนขึ้นมาเยอะกว่าเดิม ปัจจุบันได้ 720 คะแนนครับ เรียนแค่ 2 เทอมคะแนนก็กระโดดขึ้นมาแล้วครับ การฟังและการอ่านก็ดีขึ้น

นานรึเปล่ากว่าจะได้ภาษาอังกฤษขนาดนี้ ?

ตอนเรียนจบเทอมแรก ก็จะเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น เรียนรู้ได้ว่าเราบกพร่องตรงไหน เราเริ่มเห็นตัวเราเอง พอมาเทอมที่สอง เราก็จะเรียนคำศัพท์ทางธุรกิจเข้าไปด้วย ได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ ส่วนแพทเทิร์นในการใช้ชีวิตมันก็จะเป็นแบบเดิม เราก็เริ่มจับทางได้แล้วว่าถ้าอาจารย์ถามแบบนี้ควรตอบยังไง เพราะในตอนแรกๆเราจับทางไม่ถูกก็ไม่รู้จะตอบยังไง แต่พออยู่ๆไปก็เริ่มชิน

การปรับตัวยากรึเปล่า ?

ตอนโตนมาแรกๆ มันเป็นช่วงฤดู Spring ฝนตกทุกวันเลยนะครับ ก็มีเหงาบ้าง เพราะยังไม่ค่อยรู้จักเพื่อนหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเท่าไหร่ แต่พออยู่ๆไปก็เริ่มมีเพื่อน พอคุยกับเพื่อนและคุณครูก็ทำให้เรารู้จักสถานที่ต่างๆมากขึ้น เราก็พยายามปรับตัว เริ่มพูดคุยกับรูมเมท และก็เริ่มจะรู้แหล่งต่างๆ รู้ว่าควรซื้อของที่ไหน ร้านอาหารร้านไหนที่อร่อย ก็ปรับตัวจนตอนนี้ชินไปแล้วครับ

การมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศเป็นยังไงบ้าง ?

ก่อนหน้านี้โตนเคยไปเรียนที่ที่คุนหมิง ประเทศจีนมาก่อนประมาณ 6 เดือนครับ แต่ถ้าเทียบกับอเมริกาแล้ว ที่อเมริกา เขาค่อนข้างจะไฮเทคครับ อาจเพราะเป็นเมือง Seattle ด้วยเพราะที่นี่เป็นเมืองเทคโนโลยี มีบริษัทไมโครซอล์ฟ ,โบว์อิ้งตั้งอยู่ คนที่นี่เลยค่อนข้างดูทันสมัย

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ โตนใช้แต่ Mobile Order คือ ไม่ว่าจะสั่งของ, เข้า Starbuck หรือทำอะไร เราสามารถทำในโทรศัพท์มือถือได้หมดเลยครับ เลยรู้สึกแตกต่างจากที่ไทยเพราะอยู่ที่ไทยจะใช้เงินสดกันเยอะ แต่อยู่ที่นี่ใช้ชิปกับสแกนบัตรอย่างเดียวเลย ข้อเสีย คือ มันทำให้เราจ่ายเงินไปอย่างรวดเร็วเพราะเราไม่ได้เห็นเงินเป็นก้อนๆ แต่ก็สะดวกดีครับถ้าเรารู้จักควบคุมการใช้ครับ

การที่เราพูดภาษาที่สามได้เป็นข้อดีในการไปเรียนต่างประเทศมั๊ย ?

โตนว่าได้เปรียบนะครับ คือ เราฟังเขาคุยรู้เรื่อง หรือ อย่างบางทีเราหรือเพื่อนนึกคำศัพท์ไม่ออก สื่อสารไม่เข้าใจ เราก็เลือกใช้ภาษาจีนคุยกับเพื่อน อย่างเพื่อนสนิทโตนเขาเป็นคนไต้หวันเวลาเขาไม่เข้าใจอะไร เราก็สามารถอธิบายเป็นภาษาจีนได้ว่าความหมายมันคือคำนี้ ทำให้เข้าใจกันได้เร็วขึ้นครับ อีกอย่างนึง คือ เพื่อนเกาหลีในห้องก็เยอะ ถ้าเราลองพูดเกาหลีไป เขาก็จะประทับใจว่าเราพอรู้ภาษาเกาหลี ก็สนุกดีครับ เอาไว้คุยกัน

สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้าง ?

โตนเรียนที่ Downtown แต่หอพักโตนเป็นหอพักที่อยู่ในมหาวิทยาลัย แคมปัสหลักก็เลยได้มีโอกาสเห็นในมหาวิทยาลัยด้วย บรรยากาศในมหาวิทยาลัย แคมปัสหลักค่อนข้างปลอดดภัยนะครับในแคมปัสหลักจะค่อนข้างดูขลัง สภาพตึกเป็นการตกแต่งสไตล์ยุโรป เดินเข้ามาเหมือนอยู่ในฮอกวอร์ด ห้องสมุดเขาให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ครับ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยให้บรรยากาศทางวิชาการ รู้สึกมีพลังเลยครับ ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆก็มีเยอะครับ อุดมสมบูรณ์มากเลย มาที่นี่ก็น้ำหนักขึ้นมาเกือบสิบกิโลฯแล้ว อย่างที่บอกว่าคนเอเชียค่อนข้างเยอะ พวกร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลีก็เยอะมากครับ แล้วราคาก็ไม่แพง ร้านอาหารไทยก็มีครับแต่ราคาจะสูงกว่าถ้าเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี

ส่วนสภาพแวดล้อมในแคมปัสดาวน์ทาวน์ จะเป็นตึกสูงๆซะส่วนใหญ่ ใกล้กับตลาด Pike Place ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ Seattle

เรื่องเพื่อนและสังคมเป็นยังไงบ้าง ?

เพื่อนส่วนใหญ่จะมาจากโซนเอเชียเหมือนกัน พวกเขามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาภาษาอังกฤษกันมากครับ เพราะว่าค่าเทอมที่นี่ถ้าเทียบกับสถาบันภาษาเอกชนที่อื่น ค่าเทอมจะค่อนข้างสูงกว่านิดนึง พวกเขาเลยตั้งใจเรียนกันมาก ความตั้งใจของพวกเขา คือ มาแล้วต้องพัฒนาภาษาอังกฤษ เราก็เลยได้เพื่อนดี ช่วยกันเรียน ทำให้ภาษาอังกฤษพัฒนาไปดีขึ้นด้วย ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลี ญีปุ่น และซาอุดิอาราเบีย คนไทยน้อยนะครับ อย่างในห้องเรียนก็มีโตนเป็นคนไทยคนเดียว

การสอนของครูเป็นยังไงบ้าง ?

ส่วนใหญ่คลาสที่โตนเรียน เขาจะเน้นให้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน มันจะมีสองวิชาหลักๆ คือ Communication and Culture เรียนเกี่ยวกับทุกอย่างในชีวิตประจำวันเลยครับ เรียนใน text book และเขาจะมีชีทเสริมให้ บางชั่วโมงก็มีพาไปเที่ยว พาไปดูพิพิธภัณฑ์ด้วย อย่างล่าสุด โตนไปดู Bill Gate Foundation มา ประทับใจมากครับ เทคโนโลยีเขาค่อนข้างล้ำสมัยเลยขนาดเป็นแค่มูลนิธิ เราก็ไปดูว่าเขาพัฒนาอะไรบ้างและไปช่วยเหลือสังคมยังไง มาเรียนก็เหมือนได้มาเที่ยวด้วยไปในตัว อีกอย่างนึง คือ ทุกวันพฤหัสต้นเดือนพวกพิพิธภัณฑ์ก็จะเข้าฟรี คุณครูก็จะพาไปและเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ สนุกดีครับ

ส่วนอีกวิชานึงจะเป็นพวก Grammar, Pronouciation ชอบทั้งสองคลาสเลย คุณครูก็ใจดีครับ

การบริการนักเรียนนานาชาติเป็นยังไงบ้าง ?

ที่นี่ดีครับ เขามีหน่วยงานที่ดูแลนักเรียนต่างชาติเยอะ มีตั้งแต่ FIUTS: Foundation for International Understanding Through Students คือให้สิทธิพิเศษกับนักเรียนนานาชาติพาไปท่องเที่ยวหลายๆที่ ต้องจ่ายเงินแต่ราคาก็ถูกกว่าไปกันเอง และก็มีหน่วยงานที่ดูแลนักเรียนต่างชาติเกี่ยวกับการรับสมัคร ก็ค่อนข้างดีครับ

ที่นี่เขามีนักเรียนต่างชาติค่อนข้างเยอะ พวกนักเรียนต่างชาติก็จะมีชมรมของเขากัน อย่างเพื่อนโตน เขาเป็นคนไต้หวัน เขาก็ไปเข้าชมรมของไต้หวันและได้บัตรสมาชิกมาเพื่อได้ส่วนลด 10% เอาไปลดราคาตอนซื้อชานมไข่มุก หรือ ร้านอาหารของไต้หวัน เขาบอกว่าของไทยก็มีแต่โตนยังไม่เคยเห็น

การเรียนสถาบันสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยมาก่อน พอมาเรียนที่นี่แล้ว รู้สึกแตกต่างยังไงบ้าง ?

ที่ไทยจะเป็นแบบครูสอน เราก็จดอย่างเดียวครับ เพื่อนในห้องก็ไม่ได้คุยอะไรกัน ไปเรียนอยู่สองเดือนก็ไม่รู้จักเพื่อนในห้องเลยครับ คนในคลาสเรียนก็เยอะ มีประมาณ 30 กว่าคน แต่ที่ University of Washington มีแค่ 12 คน เราก็เลยได้คุย สนิทกัน ไปกินข้าวด้วยกันตลอด

ที่อยู่อาศัยเป็นยังไงบ้าง ?

โตนอยู่หอพักใน ดีอย่างนึง คือ ค่าห้องที่เราแชร์กัน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปคอยทวงเงินค่าห้องกับรูมเมท เพราะเราแค่จ่ายเงินเข้าไปในระบบแล้วให้ทางมหาวิทยาลัยจัดการเอง ในห้องจะอยู่กัน 4 คนครับ มีรูมเมทอีก 3 คน แต่ก็แชร์กันแค่ห้องครัวและห้องน้ำครับ ห้องน้ำจะมีให้ 2 ห้อง มีห้องนั่งเล่น 1 ห้อง และแต่ละคนมีห้องนอนเป็นของตัวเอง สะดวกดีครับ

ได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างรึเปล่า ?

ทำเยอะเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่ไปปาร์ตี้บ่อย หลายๆครั้งเพื่อนจะมีการจัดปาร์ตี้ที่อพาร์ตเมนท์พวกเขา เขาก็จองส่วน Common Room ไว้จัดงานกัน ก็สนุกดีครับ เคยไปมาประมาณ 3 ครั้ง ก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ส่วนกิจกรรมของทางโรงเรียนเขาก็มีอยู่บ่อยครับ แต่โตนไม่ค่อยได้ไปเพราะมันติดช่วงเสาร์ – อาทิตย์ และโตนอยากอยู่ห้องมากกว่าเพราะแค่ไปเรียนก็เหนื่อยแล้ว

ได้วางแผนในอนาคตหลังจากเรียนที่นี่จบไปยังไงบ้าง ?

ถ้าไม่เรียนต่อปริญญาโท โตนก็จะเอาความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่ได้ใช้ในการทำงานครับ คิดว่าได้ประโยชน์มากๆ เพราะตอนนี้ทุกบริษัทเขาก็ต้องการโทอิคทั้งนั้นเลย อย่างแรกที่จะกลับไปทำก็คือสอบโทอิคให้ได้ 800 ไปเลยครับ

หลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศคนเดียวมา รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงภายในตนเองยังไงบ้าง ?

เยอะมากเลยครับ ตั้งแต่การดูแลตัวเอง ตอนตื่นเช้ามาจนถึงเข้านอนเลยครับ ปกติอยู่บ้าน โตนก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร ซักเสื้อผ้าก็แม่ซักให้ แม่ดูแลให้หมด แต่อยู่ที่นี่ก็ต้องซักเสื้อผ้าเอง จัดตารางชีวิตเอง กินข้าวเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดเลย ทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ในชีวิตจริงมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

มีอะไรอยากฝากถึงก้อปันกันรึเปล่า ?

ขอบคุณพี่ๆทุกคนครับ ตั้งแต่พี่กันต์ พี่ทราย และพี่หยกที่ดูแลตั้งแต่ตอนสมัครจนมาถึงที่นี่ พี่ทรายก็ยังแวะมาหาที่ University of Washington ด้วยครับ (หัวเราะ) พี่ๆน่ารักทุกคนเลยครับ

มีอะไรอยากแนะนำบ้างรึเปล่า ?

แนะนำให้มา Seattle เลยครับ ไม่ผิดหวังเลย บรรยากาศดีจริงๆ Seattle มันไม่ใช่เมืองใหญ่อย่าง New York มันเป็นเมืองเล็กๆแต่ก็เป็นเมืองที่มีผลกระทบต่ออเมริกามากเพราะว่ามันเป็นท่าเรือ คนที่นี่ก็ไม่แออัดครับ เมืองก็ค่อนข้างน่าอยู่ เคยติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ในอเมริกาเหมือนกัน และเป็นเมืองที่ค่อนข้างโรแมนติกเพราะฝนตกฟ้าครึ้มตลอด

แต่ข้อเสีย คือ คนโสดก็จะเหงาได้เป็นบางที แต่ยังไงก็แนะนำว่าให้มาเลยครับ รับรองไม่ผิดหวัง