AUTHORITY

อำนาจนิยม เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้อย่างไร?

เมื่อเรา…ไม่เท่ากัน

“ฉันเป็นมนุษย์วัย 25 เรียนไม่จบ ไม่มีปริญญา
แต่ฉันสามารถมีงานทำได้ และมันเป็นงานที่ฉันรัก”

ประโยคนี้ไม่ได้มาจากภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเรื่องไหน แต่มันคือชีวิตของนักเขียนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ปริญญายังคงเป็นสิ่งสำคัญกว่าประสบการณ์การทำงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้สนับสนุนให้ใครลุกขึ้นมาปฏิวัติวงการการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมให้เกิดมนุษย์เช่นเราเพิ่มขึ้น เพราะมันคงไม่สามารถใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพของเด็กไทย หรือระบบการศึกษาไทยว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิด และผลิตบุคลากรที่หลากหลายออกมาได้อย่างน่าชื่นชมหรือไม่ ต่อให้อีกสิบปีหลังจากนี้ก็ยังดูไร้วี่แวว

เลือกที่ (ใคร) รัก มักที่ (ใคร) ชัง

คุณคงเคยได้ยินเรื่องราวประเภทหนึ่งจากหลายๆ สถานที่ทำงานในสังคมบ้านเรา นั่นก็คือการเลือกรับคนเข้าทำงานโดยการคัดเลือกเฉพาะบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐเท่านั้น หรือหนักไปกว่านั้นอีก เช่น เลือกรับคนเข้าทำงานเฉพาะบัณฑิตที่มีเกียรตินิยมกำกับในใบปริญญาเท่านั้น เราอาจจะพูดว่าบริษัทเหล่านั้นทำผิดพลาดก็ได้ที่เลือกที่รักมักที่ชัง แต่คุณอาจต้องลองมองย้อนไปดูถึงความเป็นไปของการเข้าถึงการศึกษาของบ้านเรา ที่แต่ละปีจะต้องมีนักเรียนเป็นแสนชีวิตตบตีแย่งชิงที่นั่งในมหาวิทยาลัยดีๆ ที่มีอยู่น้อยนิด เพราะทุกคนต่างต้องการโปรไฟล์ที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของพวกเขา และความคาดหวังของครอบครัว ซึ่งก็สรุปกันได้ง่ายๆ ว่า ‘ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสนั้น’ กับโลกของอำนาจแบบเก่าที่ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสของคนจำนวนน้อย เข้าถึงยาก และมีแรงขับเคลื่อนมาจากกลุ่มบางกลุ่มเพียงกระหย่อมเดียวในสังคม เพราะฉะนั้นทางเลือกอื่นๆ ของคนที่ไม่ได้รับโอกาสเหล่านั้นคืออะไรกัน? เพราะท้ายที่สุดหากการศึกษา เกียรตินิยม และใบปริญญายังคงเป็นคุณค่าที่เราต่างให้ราคาไม่เท่ากันในแต่ละสถาบันอยู่ดี แล้วเราจะยังมีกรอบความคิดแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบได้อย่างนั้นหรือ

Image Credit: LA Johnson/NPR

เธอว่าอย่างไร B1 แต่ฉันว่าอย่างนี้นะ B2

เราเป็นมนุษย์วัย 25 ที่ไม่มีใบปริญญา ในขณะที่เพื่อนๆ ทั้งรุ่นต่างเรียนจบ จนแต่งหน้าสวยไปงานรับปริญญารุ่นน้องได้อีกสองรุ่นแล้ว แต่นั่นไม่เคยทำให้เรารู้สึกแปลกแยกหรือต้อยต่ำ อาจารย์ที่ปรึกษาที่เราเคารพรักท่านหนึ่งกล่าวกับเราในวันที่เราตัดสินใจลาพักร้อนทางการศึกษา ท่านบอกกับเราว่า “อาจารย์เข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร อาจารย์เห็นด้วย แต่สังคมของเรายังไม่ใช่สังคมที่เปิดรับสิ่งเหล่านี้” คำพูดของอาจารย์วันนั้นเหมือนเป็นทั้งกำลังใจ และข้อคิดจนกล้วยหอมจอมซนในมโนทัศน์อาจไม่คิดเห็นเหมือนกันอีกต่อไป B1 ก็จะเข้าใจว่า ‘กลับไปเรียนให้จบ จะได้มีปริญญา’ กับ B2 ที่คิดว่า ‘นี่ไง อาจารย์เข้าใจเรา แต่เราต้องดิ้นรนเอา’ ไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่เราเชื่อมั่นว่าในสังคมที่กว้างใหญ่ มันจะต้องมีสักสถานที่ที่พร้อมจะลดข้อจำกัดดังกล่าวออกไปทั้งเรื่องวัยวุฒิ การศึกษา และการประเมินคุณค่าของมนุษย์สักคนด้วยความรู้ ความสามารถที่เขามี ซึ่งนั้นก็คือการดิ้นรนค้นหาโอกาสใหม่ๆ ที่สังคมยุคใหม่ควรจะต้องก้าวไปให้ถึง การลดช่องว่างของอำนาจแบบเก่าลง เปิดกว้างและให้โอกาสกับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

โลกยุคหน้าคือ ‘การสร้างสรรค์ร่วมกัน’

เรามองเห็นว่าสังคมในอนาคตที่ไม่ใช่เพียงแค่ในแง่ของการศึกษา มันกำลังจะก้าวเข้าไปสู่ของยุคที่ใครก็สามารถร่วมกันแชร์ความคิด แชร์ประสบการณ์ และสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน นั่นคือการ Co-create กลุ่มอำนาจแบบใหม่ที่จะสร้างสรรค์โลกร่วมกันเพื่อลบล้างวิถีชีวิต และวิถีความคิดเดิมๆ ให้เดินไปในทิศทางใหม่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรอบรู้ในทุกๆ ด้าน ลองคิดดูว่าหากเราได้แชร์ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในการทำงานของเราร่วมกับสิ่งที่คนอื่นแชร์มา และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราขาด หรือบกพร่องไป หนึ่งเรื่องราวที่ถูกเติมเต็ม แชร์ และพัฒนาจะสามารถส่งผลไปถึงคนกลุ่มใหญ่ให้ร่วมกันเดินหน้า หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่ยึดติดอยู่กับอายุ ประสบการณ์ ใบปริญญา หรือเงื่อนไขบ้าบออะไรก็ตาม และมันคงเป็นสังคมที่น่าอยู่ และเฉลียวฉลาดไปด้วยกันอย่างทั่วถึง

เราอาจไม่สามารถสรุปได้อย่างง่ายๆ หรือเชิญชวนให้ทุกคนดิ้นรนหาโอกาสโดยปัดความจำเป็นของสังคมอย่างเรื่องการศึกษาทิ้งไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อมั่นเสมอมาคือ ‘อำนาจ’ ที่ดีที่สุดมีอยู่ในตัวทุกคน นั้นคือประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถของทุกๆ คน หากถูกหยิบยกมาพัฒนาต่อยอด หรือทำงานร่วมกันได้อย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่เราจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือเราต่างได้ใช้ประสบการณ์การเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันต่างหาก

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…