DISTINCTION

เมื่อไหร่ที่ต้องยอมรับ เมื่อไหร่ที่ต้องขัดแย้ง

ตอนแรกที่ย้ายมาอยู่ต่างแดน ทุกอย่างเป็นเรื่องแปลกใหม่ ต้องเรียนรู้หลายๆ อย่าง รวมถึงเรื่องความขัดแย้งด้วย แต่เมื่ออยู่ไปนานๆ เราชักจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งนั้นไม่ไหว ถ้าเช่นนั้นแล้วเด็กไทยที่มาจากวัฒนธรรมช่างประนีประนอมอย่างเราควรตัดสินใจอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์ที่ “คิด/เชื่อไม่เหมือนกัน”

เพราะในประเทศที่เสรีสุดๆ มีโอกาสมากที่เพื่อนของเราจะชอบนาซี ชอบคอมมิวนิสต์ ชอบฟาสซิสต์ ชอบรอยัลลิสต์ เมื่อถึงจุดที่ต้องคุยกันจริงจังเพื่อแสดงความคิดเห็น เราจะมองเรื่องนี้ผ่านมุมของสิทธิอย่างไร?

หากถามว่ามีสิทธิไหม คำตอบของเราคือ มีสิ มันผิดหรือประหลาดตรงไหนกันที่คนจะชื่นชอบสิ่งที่แตกต่างกัน มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน จริงๆ มันก็น่าสนใจที่จะลองศึกษาดูนะว่าทำไมคนถึงมีความชื่นชอบที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในหน่วยของสังคมร่วมกัน เช่น ชั้นเรียน ครอบครัว ตำบล จังหวัด หรือประเทศ

Credit

แต่การทึกทักคิดไปว่าความเชื่อของเราถูกต้องที่สุด หรือจะเปลี่ยนให้คนอื่นเชื่อเหมือนเราด้วยการบังคับอาจจะเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความชอบที่แตกต่างจะกระทบกระเทือนใจของคนบางกลุ่ม การกระทบกระเทือนนี้อาจทำให้อารมณ์พุ่งปรี๊ด จนกลายมาเป็นการด่าประนาม การทำร้ายร่างกาย หรืออาจจะถึงขั้นทำลายชีวิต

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ นอกจากสิทธิที่จะเชื่อในสิ่งที่แตกต่างกันแล้ว เรายังจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่อง cultural awareness ด้วยเพราะเรื่องบางเรื่องจะ sensitive กับคนบางกลุ่มมากกว่าคนบางกลุ่ม ในวงสนทนาของคนแปลกหน้า มันอาจจะสร้างปัญหาหากเราบอกเพื่อนที่เป็นยิวว่าเพื่อนคนนี้เป็น neo-nazi เป็นต้น

เอ๊ะ แล้วอย่างนั้นการยอมๆ กันไป
ต่างจากการประนีประนอมเพื่ออยู่ร่วมในความหลากหลายอย่างไร

สำหรับการอยู่ร่วมกันกับความแตกต่าง เราอาจจะต้องมีความเข้าใจก่อนว่าคนทุกคนไม่เหมือนกัน เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อไม่เหมือนกัน บ่อยครั้ง เมื่อเผชิญหน้ากับความแตกต่าง เรามักจะอยู่อย่างยอมๆ กันไป เพราะเราอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ หรือเราอาจคิดว่ามันเป็นก็เป็นของมันอย่างนี้เราจะไปทำอะไรได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ มักจะมีฝ่ายหนึ่งที่เลือกยอมด้วยความจำนน ลึกๆ อาจจะรู้สึกอยุติธรรม และอาจมีคำถามในใจว่าเรามีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์น้อยกว่าอีกฝ่ายได้อย่างไร? สภาพโดยรวมของสังคมที่อยู่ร่วมกันแบบนี้ จึงมีคนที่พยายามจะเหมือนกัน ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้เข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

อีกทางเลือกนึงสำหรับการอยู่ร่วมกันในความแตกต่าง คือ ประนีประนอมเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน วิธีการนี้ต่างฝ่ายต่างสามารถแสดงออกซึ่งความเชื่อของตัวเองได้โดยไม่มีใครรู้สึกว่าใครสูงส่งกว่าใคร  ต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะเรียนรู้ และทำความเข้าใจที่มาที่ไปของความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

การอยู่ร่วมกับความหากหลายเป็นสิ่งที่ต้องนำตนเองไปสัมผัส เปิดใจให้กว้าง และตรวจสอบจุดยืนของเราผ่านมุมมองคนอื่นให้มากๆ และนี่ทำให้ “การมีจุดยืนที่ตรวจสอบได้” ต่างจากการรักษาน้ำใจโดยไม่คิดอะไรเลยอย่างมหาศาล

เชื่อเถอะว่า ไม่มีที่ไหนจะมีโอกาสให้เราได้ตรวจสอบตนเอง เท่าการได้ใช้ชีวิตในต่างแดนแล้วล่ะ ลองใช้โอกาสเหล่านี้ให้คุ้มดูนะ

XB EDUCATION EP. 8
การสื่อสารอย่างสันติ

พูดคุยกับ “หม่อง” ธานินทร์ แสนทวีสุข กระบวนกรหนุ่มจากสถาบันขวัญแผ่นดิน ผู้ที่นำหลากหลายศาสตร์มาสร้างกระบวนการการเรียนรู้ เพื่อให้เราเข้าถึงชีวิตที่ปรารถนา

  Communication Studies คืออะไร?
  การสื่อสารอย่างสันติ (เอ็นวีซี) คืออะไร?
•  ทำไมต้องสื่อสารอย่างสันติ?
  เป็นไปได้จริงๆ เหรอ ที่คนจะอยู่ร่วมกันโดยไม่ขัดแย้งกัน?
  การสื่อสารอย่างสันติในความสัมพันธ์ของพ่อแม่-ลูก
  การสื่อสารอย่างสันติในความสัมพันธ์กับเพื่อนที่แตกต่างหลากหลาย
  การสื่อสาร 4 แบบที่ทำลายความสัมพันธ์
  ฝึกฝนเอ็นวีซีมาแล้ว เห็นการเปลี่ยนแปลงในตนเองอย่างไรบ้าง?
•  มีข้อควรระวังหรือข้อจำกัดในการฝึกเอ็นวีซีไหม?

เครดิตรูปถ่าย : ธานินทร์ แสนทวีสุข

# เมื่อไหร่ที่ต้องยอมรับ เมื่อไหร่ที่ต้องขัดแย้ง