HOMESICK

ดิ่งยังไงให้ยังมีความหวัง

ช่วงดำดิ่งเมื่ออยู่ไกลบ้านอาจเกิดขึ้นได้ เราจะทำยังไงเมื่อไม่สามารถมองโลกในแง่บวกได้ตลอดเวลา

homesick สองคำสั้นง่ายที่ทุกคนที่มาเรียนต่อมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญ

ฉันจำได้เลยว่า ถึงการมาเรียนต่อต่างประเทศจะเป็นความฝันของฉัน แต่เมื่อเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ก็อดไม่ได้อยู่ดีที่จะมีความรู้สึกนึกถึงบ้าน ฉันแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำคนเดียว ตาบวมเดินเข้าห้องมา เจอรูมเมทนอนร้องไห้ตาบวมอยู่บนเตียงเหมือนกัน หลังจากมองหน้ากันอย่างอึ้งๆ ซักพักเราก็หัวเราะแล้วกอดคอกันร้องไห้

เราจะต้องโดดเดี่ยวตลอดไปจริงๆ รึเปล่านะ

นอกจากการที่จะต้องจากบ้านมาในสถานที่ที่ไม่คุ้น ทิ้งสังคมเก่า จากครอบครัว จากเพื่อน จากแฟน แล้วยังต้องเข้ากับคนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอ ซึ่งก็มีทั้งดีทั้งไม่ดีอีกนั่นแหละ การเตรียมใจดูไม่มีผลเอาเสียเลยในเวลาแบบนี้ ฉันรู้สึกไม่มั่นคงว่าชีวิตต่อจากนี้ไปจะต้องอยู่คนเดียวแค่ไหน แล้วจะมีเพื่อนมั้ยนะ ถึงเจอคนชาติเดียวกันก็ใช่ว่าเราจะเข้ากันได้ดี แต่อยู่คนเดียวก็เหงาเกินไป

หากสารภาพกันตามตรง ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้จะชอบอยู่คนเดียวขนาดไหนแต่การที่ต้องรู้สึกว้าเหว่จริงๆ นั้นทำให้รู้สึกดีเพรสได้ไม่ยากเลย ซึ่งฉันก็ได้ตระหนักอีกว่า การที่จิตใจเราห่อเหี่ยว มันส่งผลถึงหลายๆ อย่างทั้งกิจกรรม การทำงาน และการเรียนต่างก็เซื่องซึมไปด้วย

เราอาจรู้สึกว่า งั้นเรียนๆ ไปแล้วตอนเย็นค่อยไปหาความสนุกด้วยการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ก็ได้ แต่นั่นมันใช่จริงๆ หรือ? เราน่าจะมีวิธีถนอมจิตถนอมใจเราได้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ฉันอยากโตแบบแข็งแรงไม่ใช่แค่โตไปเรื่อยๆ

แล้วทำยังไงดีล่ะ…
(กังวลใจตั้งแต่สามวันแรกที่มา)

Credit

การเข้าร่วมกิจกรรมสังคมก็อาจจะทำให้ได้เพื่อนใหม่

“ฉันว่าฉันอาจจะแวะไปดูชมรมดูหนังล่ะ”
“มันคืออะไรเหรอ?” ฉันถามเพื่อน เพราะไม่คิดว่าจะมีชมรมที่แค่ไปนั่งดูหนังกันจริงๆ

“มันคือชมรมสำหรับคนชอบดูภาพยนตร์น่ะ แค่ไปรวมตัวกัน แล้วก็นั่งดูด้วยกัน”
….ซึ่งมันก็มีจริงๆ แฮะ

มหาลัยแต่ละมหาลัยอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ อาจจะมีชมรมหรือกิจกรรมสังคมเหมือนๆ กัน มาถึงที่ใหม่แน่นอนว่าเราย่อมต้องการสร้างสังคมใหม่ที่เป็นมิตรกับเราเพื่อที่จะไม่ทำให้เรารู้สึกแปลกแยกเกินไปนัก (การทำตัวเหมือนคนพื้นที่ที่อยู่มานานรู้สึกดีอยู่แล้วล่ะ!)

การทำกิจกรรมในเวลาว่างเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ไม่ยาก ไหนๆ ก็มาที่ใหม่ ไม่มีใครรู้จักเราเลย การกระโจนเข้าไปสร้างตัวตนใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ฉันตื่นเต้นอยากจะลองทำอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่าต้องบาลานซ์เวลาเรียนกับกิจกรรมให้ดี ฉันไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นนักกิจกรรม หรือประธานนักเรียนอยู่แล้ว บางทีฉันแค่เข้าร่วม “ชมรมดูหนัง” หรือ “เวิร์คช็อปปั้นถ้วยเซรามิก” ฉันก็รู้สึกว่าได้ขยับเขยื้อนร่างกายซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของฉันแล้ว

ที่อเมริกานั้น แม้รัฐที่ฉันอยู่จะค่อนข้างแห้งแล้ง แต่การหาสวนสาธารณะนั้นไม่ยากจนเกินไป ฉันมักเดินไปปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายหลังจากเรียนหนังสือ ของแถมคือคนที่นี่ชอบจูงหมามาเดินเล่นพอๆ กับพาลูกออกมาเที่ยว ฉันจึงได้โบนัสคือเล่นกับน้องหมาหลากหลายสายพันธุ์ (ฟินสุดๆ เลยล่ะ พูดแล้วก็ปลื้มปริ่ม)

เพื่อนฉันบางคนลงเอยด้วยการเล่นบาสเกตบอล ซึ่งสนามบาสเกตบอลก็หาได้ง่ายพอๆ กันเพราะเป็นวัฒนธรรมบ้านเขาอยู่แล้ว เพื่อนฉันอีกหลายคนใช้เวลายามว่างไปกับการหางานพิเศษทำ หรือเอาเวลานั้นมาทำโครงการส่วนตัว (เช่นทำหนังสือการ์ตูนขาย ตั้งใจทำบล็อครีวิว) หรือบางคนจะเอาเวลาไปพัฒนาตัวเอง (แต่ก็ไม่อยากให้เครียดจนเกินไป) ฉันว่า มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากทำอะไรมากกว่า แต่ก็ยังดีกว่านอนเล่นมือถืออยู่บนเตียงแหละนะ

อยู่คนเดียวร่วมกัน

การแบ่งพื้นที่ share space ก็เป็นเรื่องที่ฉันคิดว่าสำคัญมาก ถ้ารูมเมทเราดี ตกลงกันง่ายก็อาจจะดีหน่อย รูมเมทของเพื่อนของฉันบางคนชอบพาคนอื่นเข้ามานั่งเล่นในห้อง คุยโทรศัพท์เสียงดัง บางคนนอนกรน บางคนชอบเป็นดราม่าควีน!

การที่เราต้องกลับมาที่ห้องแล้วเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก ฉันว่าเป็นการดีที่เราจะตกลงกันแต่เนิ่นๆ ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร หากมีอะไรไม่พอใจเราก็ควรพูดกันดีๆ แต่ควรพูดให้เร็วที่สุด

อาการดีเพรสอีกอย่างหนึ่งของฉันก็คือ รูมเมทฉันชอบพูดภาษาบ้านเกิด และเธอพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องมากนัก เธอมักมีสังคมกับคนของชาติเธอมาก ซึ่งบางครั้งการที่ฉันตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีแต่ภาษาที่ฉันไม่เข้าใจทำให้ฉันเครียด ทางออกที่ดีและเร็วที่สุดคือบอกเธอตรงๆ ด้วยความละมุนละม่อม ฉันรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่จะหาวิธีอยู่คนเดียว ร่วมกันกับคนที่เราต้องอยู่ด้วย

Credit

เป็นอินโทรเวิร์ตแบบมีประสิทธิภาพ

สารภาพว่าฉันไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมนัก แต่ฉันตั้งมั่นแล้วว่า จะทำรูทีนที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจิต ฉันมักจะไปเดินเล่น (คนเดียว) หลังเลิกเรียนหากมีโอกาส และมักจะไปสถานที่ใหม่ๆ (คนเดียว) อย่างน้อยหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ กับผู้คนใหม่ๆ (คนเดียว) และก็มักจะหาเวลาส่วนตัว (แน่ล่ะ…คนเดียว) ให้ตัวเองเพื่อผ่อนคลาย ก็ไม่ได้เป็นคนสังคมจัดนี่เนอะ

มาถึงจุดๆ หนึ่งที่เราต้องยอมรับกันจริงๆ ว่า เราต้องหัดใช้ชีวิตคนเดียวให้เป็น ไปกินข้าวคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว ที่จริงการทำกิจกรรมคนเดียว ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่ขนาดนั้นนะ บางทีก็เหงาแหละ แต่การได้ทำอะไรด้วยตัวเองก็รู้สึกดีเหมือนกัน ถ้าจะให้รอคนอื่นเพื่อมาทำสิ่งที่เราอยากทำ นอกจากบางทีเขาไม่เอ็นจอยแล้ว เผลอๆ จะถ่วงเวลาไปมาจนไม่ได้ทำกันพอดี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฉันว่าก็แล้วแต่ความชอบของบุคคลอีก มีเพื่อนฉันบางคนที่รู้สึกว่าเขาไปไหนคนเดียวไม่ได้เหมือนกัน ก็มักจะเรียกฉันไปทำกิจกรรม (คนเดียว ด้วยกันสองคน)

แต่ที่สำคัญ… อย่าอยู่คนเดียวมากเกินไป ฉันเคยอ่านวิจัยจากที่หนึ่งมา (อ่านจริงๆ นะ) การอยู่คนเดียวทำให้เราฟุ้งซ่าน โดยเฉพาะการนอนเยอะ หรือการเล่นโซเชียลมากเกินไป มันทำให้เรารู้สึกเฉื่อยชา การเห็นฟีตที่คนอื่นๆ ดูเหมือนจะมีชีวิตที่ดีกันหมด ทำให้เรารู้สึกซึมเศร้ามากกว่าที่ควรจะเป็น … บางคนเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยจริงๆ ก็มี น่ากลัวจัง

วิธีแก้ง่ายๆ ที่อ่านจากงานวิจัยคือ ตื่นตอนเช้ามาเดินรับแสงแดดเพื่อให้ร่างกายรู้สึกตื่นและเริ่มทำงาน ออกจากภาวะจำศีลในช่วงนอนหลับ หากกินอาหารแล้วไม่ควรนอนต่อ ดื่มน้ำเยอะๆ ไม่นอนดึก และพยายามทำตัวกระฉับกระเฉงทุกเวลาเท่าที่จะทำได้…

เอ เหมือนจะง่ายและธรรมดามาก แต่ฉันว่าวิธีนี้ค่อนข้างได้ผลที่ดีต่อสุขภาพแถมน้ำหนักก็ลดด้วยแหละ (ดีตรงนี้)

แต่ถ้าวันไหนเรื่องมันเศร้า…
ก็อย่าดื่มเข้มจนเกินไปล่ะ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…