ทำไมต้องแสดงความคิดเห็นเยอะแยะ

หลังทุกคนในห้องเรียนได้ดูสารคดีเรื่อง Consuming Kids ซึ่งพูดถึงตลาดสินค้าและโฆษณาที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็ก อาจารย์ก็ถามความคิดเห็นของพวกเราว่าหลังจากดูแล้วเราคิดอย่างไร ลูกๆมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของพ่อแม่อย่างไร อายุเท่าไหร่ถึงเรียกว่าตัดสินใจเองได้ คิดอย่างไรกับการรับเงินสปอนเซอร์ของโรงเรียนโดยแลกกับการให้โฆษณาสินค้า

การสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ จากประเด็นหนึ่งไปสู่อีกประเด็นหนึ่ง ฉันนั่งเงียบ ใช้เวลาในการเข้าใจคำตอบของคนอื่นจนกระทั่งคำถามมาถึงฉันโดยไม่ทันตั้งตัว

Original Photo

“ลลิตา คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะไม่ให้เด็กดูโฆษณาเลย?”

“ฉันคิดว่าไม่นะ เพราะจากในเรื่องเราจะเห็นว่า ต่อให้พ่อแม่แบนลูกออกจากทีวี เด็กคนอื่นในโรงเรียนก็ยังใส่เสื้อลายดิสนีย์ สะพายกระเป๋าเบนเทนไปเรียนได้”

โล่งใจแล้ว ในที่สุดก็ตอบออกไปได้

แต่มันยังไม่จบแค่นั้น อาจารย์ถามต่อไปอีกว่า

“ถ้าอย่างนั้น รัฐบาลควรมีนโยบายออกมาควบคุมโฆษณาเด็กไหม? ควบคุมอย่างไร?”

คำถามนี้ทำให้ฉันต้องคิดสักพักหนึ่ง… เพราะมันไม่มีคำตอบในสารคดีที่เพิ่งดูไป !

 

การเรียนการสอนในวิทยาลัยนานาชาติ จะมีลักษณะของคำถามหลายแบบ

แบบหนึ่งที่เราคุ้นเคยเป็นการถามเพื่อวัดความเข้าใจว่าเราเข้าใจในประเด็นที่นำเสนอไหม เราสามารถทำตามทักษะที่ควรจะทำได้ตามมาตรฐานหรือเปล่า การถาม/ทดสอบแบบนี้ เป็นลักษณะการถามที่นักเรียนไทยถูกฝึกมาชั่วชีวิต (ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องภาษาแล้วนะ)

ขอยกตัวอย่างจริงจากนักเรียนที่เรียนอยู่ที่อินเดียตั้งแต่เกรด 7 เมื่อเราถามเค้าว่าสำหรับการเรียนต่อและใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเค้าอยากได้ประสบการณ์แบบไหน? เค้าถามเรากลับว่า คือยังไงนะ? เราเลยแปลใหม่ว่า ชีวิตการเรียนระดับมหาวิทยาลัยของเรา เราอยากมีไลฟ์สไตล์แบบไหน? เค้าก็ยังไม่เก็ตคำถาม อาจเพราะไม่เคยได้ค้นหาเลยว่าจริงๆแล้วตัวเองคิดอะไร ต้องการอะไร

คำถามประเภทถามความคิดเห็นนี่แหละ ที่เราจะได้เจอบ่อยที่นี่ อาจจะเป็นการนำเสนอสิ่งใหม่ หรือต่อยอดจากประเด็นเดิมที่มี คำถามเชิงต่อยอดนี้ เป็นการถามเพื่อดึงเอาความคิดเห็นเฉพาะตัวออกมา

ภาษาของเราดีขึ้น เมื่อเราอยากแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

เราอาจจะตัดสินใจมาเรียนต่างประเทศเพื่อพัฒนาภาษา อย่างไรก็ตาม การ “พูดได้+กล้าพูด” เป็นด่านแรก แต่ด่านต่อไปคือ “พูดอะไร” ดังนั้นนอกจากสั่งกับข้าวได้ ซื้อของได้ เม้ามอยได้จีบคนได้ เราก็ควรรู้เนื้อหาของเรื่องอื่นๆ ด้วย ซึ่งนอกจากเรื่องในตำราเรียนแล้ว ยังมีเรื่องสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และความคิดเห็นต่อข่าวสารและนโยบายต่างๆ ที่เอามาประกอบในบทสนทนาได้

คุยกันรู้เรื่อง

การ “คุยกันรู้เรื่อง” แบบที่เราเคยชิน คือการคุยในเรื่องที่รู้หรือสนใจเหมือนๆกัน  ไม่ว่าจะเป็นการชอบนักร้องคนเดียวกัน เชียร์บอลทีมเดียวกัน เคยไปแลกเปลี่ยนเหมือนกัน เป็นคนเอเชียเหมือนกัน ทำงานที่เดียวกัน ฯลฯ การแสวงหาจุดร่วมจึงเป็นจุดเด่นที่นักเรียนไทยมี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกด้านของการสนทนาที่เราต้องฝึกฝนให้ชิน คือการฝึกพูดในเรื่องที่เป็นความคิดเห็นของเราล้วนๆ (ซึ่งอาจจะไม่เหมือนคนอื่น) และการฝึกพูดในเรื่องที่อาจจะเห็นแย้ง แต่เมื่อได้พูดไปแล้วก็ไม่ได้ปล่อยไปเฉยๆ ลองสังเกตฟีดแบก และทำความเข้าใจจากความขัดแย้งว่า เหตุผลของตัวเองหนักแน่นพอไหม เหมาะสมไหมกับบริบทที่เจอ

Controversial

= คำเรียกคำถามที่ท้าทายความคิดเห็นอย่างมาก

คิดยังไงกับการบริจาคสินค้าหลุดคิวซีให้ประเทศโลกที่สาม? คิดยังไงกับกฎหมายควบคุมปืนในสหรัฐอเมริกา? คิดยังไงกับการอนุญาตให้รัฐบาลอ่านแชทเฟสบุคหากมีคำขอสืบสวน? เราควรพูดเรื่องการเสียผลประโยชน์ของคนขาวไหม (White Racism)? การพูดถึงนาซีในด้านร้ายๆเพียงด้านเดียวเป็นเรื่องที่ถูกต้องไหม? ฯลฯ

คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่ถูก (หรืออาจจะมี) แต่ไม่ต้องห่วง อย่างน้อยถ้าเราคิดผิด ก็จะมีอาจารย์และเพื่อนช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองว่ามีเรื่องใดที่เราควรพัฒนา

หลังเลิกคลาส คิมชวนฉันกินข้าว เราคุยกันในเรื่อง Controversial เหล่านี้ ฉันบอกคิมแบบติดตลกว่าที่ประเทศของฉัน มีคำพูดว่าไม่ควรคุยเรื่องศาสนา การเมือง ปัญหาสังคมบนโต๊ะกินข้าว เพราะจะทำให้เสียบรรยากาศ

คิมถามฉันกลับว่า “อ้าว งั้นจะเหลือเรื่องอะไรให้คุยกันล่ะ?”

555

ฉันหัวเราะ

ส่งท้าย

พูดถึงความท้าทายมาเยอะแล้ว ต่อไปเราจะพูดถึงการ “ตามไม่ทัน”

หัวช้าทำไง จะถูกทอดทิ้งไหม ทำอะไรได้บ้าง ….

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…